รักอาจารย์มาก
อาจารย์ ผู้มีพระคุณยิ่งกับนักเรียนในฐานะผู้ให้คำสั่งสอนแก่นักเรียน
สิทธิของนักเรียนเป็นที่หนึ่ง.....นักเรียนมาก่อน......เหรอ?
วันหนึ่ง นักเรียนม.5ได้เรียนหนังสือกับอาจารย์รายวิชาตามปกติ ครั้งเมื่อถึงวิชาฟิสิกส์
อาจารย์เจ้าของรายวิชานี้ได้เข้ามาสอนนักเรียนด้วยความตั้งใจเต็มเปี่ยม นักเรียนทั้งหลาย
ก็ตั้งใจเรียนอย่างเคร่งคัด รวมถึงนาย ก. ด้วย
เวลาการเรียนได้ผ่านไปเหมือนปกติทุกอย่าง อาจารย์ท่านนี้ได้คิดโจทย์ฟิสิกส์ขึ้น ซึ่งมันเกิน
กำลังสมองของเด็กในเรื่องของการคิดเลข...ด้วยจำนวนทศนิยมที่มหาศาลนัก นักเรียนผู้หญิงคน
หนึ่งได้นำเครื่องคิดเลขขึ้นมาหวังดีจะช่วยคิดคำตอบให้ แต่เครื่องคิดเลขของเธอนั้นอยู่ลึกใน
กระเป๋ากระโปรงเธอ จำเป็นต้องนำกระเป๋าสตางค์ออกมาก่อน แล้วค่อยนำเครื่องคิดเลขออกมา
เธอคิดเลขอย่างตั้งใจ ทุกคนในกลุ่มของเธอรวมถึงนาย ก. ด้วยที่เห็นว่าเธอกำลังคิดเลขอยู่จริงๆ
แต่เธอลืมนำกระเป๋าสตางค์เก็บเข้ากระเป๋า และนั้นเป็นเหตุแห่งกรรมของเธอหรืออย่างไรไม่ทราบ
อาจารย์ที่สอนได้เข้ามาว่าเธอ ทำไมถึงไม่ตั้งใจเรียน มัวแต่นั่งนับเงินอยู่นั่นแหละ เหมือนไม่ให้
เกียรติอาจารย์ เธอคนนั้นรวมถึงเพื่อนๆของเธอต่างพากันตกใจเพราะนั่นไม่ใช่ความจริงเลย
ด้วยสัญชาตญาณดิบของมนุษย์ เธอจึงปฎิเสธไปตามความจริง แต่อาจารย์ก็ยังคงว่าเธอและ
ฟันธงว่าเธอผิดแน่ เมื่อเห็นว่าอาจารย์ยังไม่เชื่อว่าเป็นความจริง เธอจึงพยายามอธิบายให้
อาจารย์เข้าใจว่าเธอไม่ได้ทำจริงๆ อาจารย์จึงใช้เหตุผลเด็ดกระชากชัยว่า "เถียงผู้ใหญ่ พ่อแม่
ไม่สั่งสอน" แต่เธอก็ยังไม่ทิ้งความพยายาม เธอยังคงพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตัวเองอยู่อย่างงั้น
แต่อาจารย์ก็ยังใช้เหตุผลกระชากชัยแบบเดิมๆ เพียงแต่เพิ่มน้ำหนักเสียงไปที่"พ่อแม่ไม่สั่งสอน"
มากขึ้น เธอคนนั้นเริ่มหมดใจน้ำตาใสๆไหลออกมาจากตาของเธอ แต่อาจารย์ยังคงเล่นพ่อแม่
ไม่มีเลิกลา เพื่อนคนหนึ่งทนเห็นเหตุการณ์ไม่ไหว ลุกขึ้นประท้วงพิสูจน์ความบริสุทธ์เพื่อนรักของ
เธออีกแรง อาจารย์ก็ยังคงใช้ไม้เดิมๆ คราวนี้เพิ่มพูนความยิ่งใหญ่ด้วยคำขู่เข็นว่าจะเชิญ
ผู้ปกครอง สุดท้ายเพื่อนคนนั้นก็เปิดปากด่าอาจารย์ด้วยอารมณ์โกรธรุนแรง แต่ในใจของนาย ก.
รู้เหตุการณ์ในอนาคตอยู่แล้วว่า นั่นเท่ากับเปิดช่องโหว่ให้อาจารย์สวนกลับ แบบโต้ตอบไม่ได้
ก็จริงดังคาด อาจารย์ได้ใจใช้ไม้ตาย Counter attack ใช้เป็นเหตุผลใหญ่ในการ
เชิญผู้ปกครอง ไล่ออกจากโรงเรียน และคดีอื่นๆอีกมากมาย แล้วแต่ใจของอาจารย์
วันนั้นนั่นเอง นาย ก. ได้รับบทเรียนบางอย่างจากอาจารย์ผู้มีความรู้และมีพระคุณน่ายกย่อง
"พูดความจริง = เถียงอาจารย์" ในความคิดของนาย ก. คาดว่าอาจารย์ฟิสิกส์คงเข้าใจนักเรียน
ผิดที่ว่าเอาเครื่องคิดเลขขึ้นมานับเงินในเวลาเรียนเป็นแน่
นาย ก. ได้จดความรู้ใหม่ลงในสมุดโน๊ตของเขา.... และนำมาคิดสรุปความรู้ที่ได้มา
และเกิดคำถามที่ว่า
"เรื่องนี้จะไม่เกิดขึ้น ถ้าเด็กคนนั้นไม่เถียงอาจารย์ แค่ปล่อยเขาไป....
หรือเพราะ อาจารย์คิดเข้าข้างแต่ความคิดของตัวเองอยู่ฝ่ายเดียวกันแน่?"
คำตอบโดยทั่วไป จะกล่าวไปที่อาจารย์ว่าอะไรก็ฟังๆไปเถอะ อย่าไปเถียงอาจารย์เลย
เพราะเขาเป็นผู้ใหญ่... อาบน้ำร้อนมาก่อน รู้อะไรผิดอะไรถูกเสมอ
แต่คำตอบในใจของเด็กๆ อาจตอบในเรื่องของความไม่ยุติธรรมของอาจารย์ที่มีต่อเด็ก
เด็กพูดควาจริงกับอาจารย์ไม่ได้ เด็กมีความกล้าเผชิญหน้าต่ออาจารย์นั้นผิด...?
เด็กมีความรู้มากกว่าอาจารย์เท่ากับ ไม่ให้เกียรติอาจารย์?
เด็กแค่จะพูดความจริง พูดให้อาจารย์ทราบเท่ากับ ดูถูกความรู้ของอาจารย์?
คำถามในใจของนาย ก. ยังคงเป็นปริศนาต่อไปเหมือนกับ ดินดอนสามเหลี่ยวเบอร์มิวด้า
พีระมิดในอียิบป์ ทฤษฎีอวกาศของไอสไตน์ ไก่กับไข่ไหนเกิดก่อนกัน.....
ทุกวันนี้ เด็กแค่ยอมๆอาจารย์ไปในฐานะเด็กกว่าอาจารย์ ต้องทำตามที่จ่าฝูงสั่งแบบนักโทษในคุก
ที่ต้องทำตามในสิ่งที่ผู้คุมบอก และรอคอยการจบการศึกษาแบบเดียวกับรอการปลดปล่อยออก
จากคุกไปสู่อิสรภาพที่อยู่เบื้องหน้า...
นาย ก. ไม่ได้มีเจตนาที่จะโทษผิดอาจารย์ เพราะด้วยใจรักมากจริงๆถึงอยากบอกให้อาจารย์รู้ว่า
"อาจารย์กำลังเปลี่ยนไปนะครับ..."
------------------------------------
ตั้งชื่อเอนทรีซะน่ากลัว แต่เนื้อความไปคนละทางเลยแฮะ
พอดีนึกชื่อไม่ออก ไม่รู้ตั้งอย่างไรดี เพราะในใจไม่อยากตั้งด้วยคำหยาบ
อยากตั้งให้เกียรติอาจารย์มากกว่า พยายามแต่งเนื้อความจาก "บ่น" ให้เป็น "นิทาน"
ที่ไม่มีส่วนสร้างอคติที่ไม่ดีต่ออาจารย์แต่อย่างใด...
ทุกคนมีวันเกิดเป็นของตัวเอง มันคือวันแรกที่เราได้สัมผัสกับโลกที่เราอยู่ และมันคือวันแรกที่เราได้อยู่ใน
อ้อมกอดของใครบางคนที่รักเราสุดหัวใจ คุณแม่ของเรานี่เอง...
เมื่อเรายังเป็นเพียงทารกน้อยน่ารักน่าหยิก พอถึงวันเกิดมันก็เหมือนวันธรรมดาที่ผ่านไป แต่ไม่ธรรมดา
สำหรับผู้ให้กำเนิด วันนั้นจะเป็นวันที่แม่ระลึกถึงครั้งแรกที่ได้เห็นหน้าลูกสุดที่รัก แม่จะอุ้มเด็กคนนั้นไว้ใน
อ้อมแขนอย่างสุดหัวใจ ตั้งคำอธิฐานให้ลูกมีสุขภาพร่างกายแข็งแรงครั้งเมื่อเติบใหญ่
เมื่อเราเติบโตเป็นเด็กเป็นเล็กกำลังซนได้ที่ พอถึงวันเกิดจากวันธรรมดาที่ผ่านไปก็กลายเป็นวันที่พิเศษที่สุด
ในรอบปีของเขา เขาจะตั้งตารอวันเกิดแทบไม่ได้หลับไม่ได้นอน เพื่อที่จะรอลุ้นว่าพ่อแม่จะเอามาอะไรมาให้
เป็นของขวัญ นอกจากนี้ยังตั้งตารอที่จะกินเค้กรสหวานแสนอร่อยที่พ่อแม่นำมาให้กินด้วย และนั่งกินกันรอบโต๊ะไม้แห่งความหลังซึ่งกันและกัน เป็นวันที่ผ่านไปได้ด้วยดี
เมื่อเราเติบโตจนเป็นเด็กวัยรุ่นกำลังอยู่ในวัยที่มีความคิดเป็นของตัวเอง วันนั้นล่ะ....วันที่ทุกอย่างเปลี่ยนไป
จากวันเกิดที่เราจะมานั่งรอลุ้นเค้กแสนอร่อยหรือของขวัญต่างๆนานา กลับกลายเป็นวันที่เราเริ่มออกห่างจากพ่อแม่
กลับกลายเป็นงานเลี้ยงฉลองของตนกับเพื่อนๆ กลับกลายเป็นวันที่เขาลืมไปว่าวันนี้คือวันอะไร กลับกลายเป็นวันที่เขาลืม
ใครบางคนไป พ่อแม่ผู้มีอุปการะคุณต่างนั่งรอลูกสุดที่รักของพวกเขาทั้งสอง ใกล้ๆโต๊ะไม้แห่งความหลังนั้นกันลำพัง
พวกเขาต่างบอกกับตัวเองว่า จะรอจนกว่าลูกจะกลับมา เราจะได้นั่งกินข้าวด้วยกันแบบครอบครัว
ในขณะที่ลูกสุดที่รักของพวกเขากำลังเพลิดเพลินกับงานปาร์ตี้สุดไฮโซ ที่อ้อมรอบไปด้วยเพื่อนฝูงมากมาย
โดยที่เขาไม่รู้เลยว่าเขามีนัดกับใครบางคน เขารู้แต่ว่าวันนี้ต้องเป็นวันที่สนุกสนานกับเพื่อนๆของเขาเท่านั้น
พอเขากลับถึงบ้านก็อ่อนล้าหมดแรงจึงรีบขึ้นไปนอนพักผ่อนทันที แต่ก็ถูกพ่อแม่ทักหาเสียก่อนว่า จะให้ลูก
มานั่งกินข้าวด้วยกัน แต่ลูกกลับปฎิเสธทันควันและรีบเดินขึ้นบันไดหนีหน้าพ่อแม่ไป และไม่ได้สังเกตด้วยซ้ำ
ว่าอาหารที่อยู่บนโต๊ะไม้ยังอยู่ครบทุกเม็ดไม่ขาดหายเลย
วันเกิดกลับกลายเป็นเพียงภาพลวงตาที่ถูกบดบังด้วยงานเลี้ยงฉลองของเพื่อนๆไปเสียแล้ว
เขาลืมไปแล้วว่าวันเกิดมีจุดมุ่งหมายอะไร เขาลืมไปแล้วว่างานวันเกิดตัวเองสมาชิกหายไปสองคน
เขาลืมแม้กระทั่งใครบางคนในวันนี้เจ็บแทบขาดใจจนทำให้เป็น"เรา"อยู่ในตอนนี้
เมื่อผมยังเด็ก อายุประมาณ7ปี พ่อแม่ผมได้จัดงานวันเกิดขึ้นที่บ้าน
งานไม่ใหญ่มากแค่ญาติๆมานั่งกินข้าวด้วยกัน ตอนนั้น....ทัศนคติของผมยังเหมือนเด็กทั่วไป
คือไม่สนใจอะไรนอกเสียจากเค้กกับของขวัญ
วันหนึ่งผมไปโรงเรียนผมได้นำเรื่องวันเกิดมาเล่าให้เพื่อนฟัง มีอาจารย์คนหนึ่งได้ยินเข้า เขาเดินมาถามผม
ว่า "ขอบคุณคุณแม่แล้วหรือยัง" ผมก็ถามกลับไปว่า "ทำไมครับ?" อาจารย์เขาก็เล่าบางอย่างให้ผมฟัง
ทำให้ผมเห็นสัจธรรมบางอย่างเกี่ยวกับวันเกิด ตอนนั้นผมคิดได้แต่อย่างเดียวว่า "วันนี้จะกลับไปกราบเท้าแม่"
บัดนี้วันเกิดของผมก็เหมือนวันธรรมดาที่ไม่ธรรมดา จะเป็นวันที่ผมอยู่ใกล้แม่มากเป็นพิเศษ ไม่ไปไหนไกล
ให้ท่านลำบากใจ เพราะวันนี้...ในวันนั้นผมรู้ว่าแม่ลำบากใจขนาดไหน กว่าจะเป็นผมอยู่ตรงนี้... ผมจะไม่ทำให้แม่
ลำบากใจซ้ำอีกครั้ง
วันนี้ไม่ใช่วันเกิดผมหรอกแต่อยากพูด เพราะเข้าเดือนมิถุนายนทีไร ทำให้ความคิดนี้ขึ้นสมองตามเตือนสติทุกที
ว่าพอถึงวันเกิดแล้ว "อย่าลืมกราบขอบคุณคุณแม่ล่ะ"