Self-writing

ภาษากายของแมว

posted on 06 Jul 2008 16:54 by nutkun  in Self-writing

 







บทความบางส่วนจาก Dek-D
เขียนเพิ่มโดย Nut_kun

ถ้าหางม้วนห้อยลง แต่ส่วนปลายหางม้วนชี้ขึ้น : แสดงว่าแมวตัวนี้กำลังรู้สึกสบายและผ่อนคลาย
ปกติแมวจะทำหางแบบนี้ก็ต่อเมื่อมันได้รับความห่วงใยจากเจ้านาย เช่นลูบหัว ลูบตัว

ถ้าหางของมันยกขึ้นเล็กน้อยและม้วนเล็กน้อยอย่างนุ่มนวล : แสดงว่าแมวตัวนี้กำลังรู้สึกเริ่มที่
จะสนใจสิ่งใดสิ่งหนึ่ง นอกจากนี้นวดของมันจะขี้ตรงไปที่วัตถุนั้นด้วย ส่วนมากจะทำแบบนี้เมื่อ
พบเห็นสิ่งของขยับหรือสัตว์ตัวเล็กวิ่งผ่านไป ลำตัวมันจะแน่นิ่ง จับตามองวัตถุนั่นไม่พลาดสายตา

ถ้าหางของแมวตั้งขึ้น แต่ปลายหางเอียง ไม่ว่าจะเป็นการเอียงไปข้างหน้า หรือข้างหลัง : แสดง
ว่าแมวตัวนี้กำลังสนใจและมีความรู้สึกเป็นมิตรต่อสิ่งที่สนใจ ส่วนมากแมวจะทำแบบต่อสัตว์ตัว
อื่น เช่น สุนัขตัวเล็ก แมวตัวอื่นๆ หรือแม้แต่คนที่มันคิดว่าเป็นมิตรด้วย

ถ้าหางของแมวตั้งตรง โดยที่หาง หรือปลายหางกระดิก หรือสั้นอย่างนุ่มนวล : แสดงว่าแมว
กำลังแสดงความชอบ ความรัก เฉพาะเจ้านายเท่านั้นที่จะได้เห็น และมีโอกาสเห็นได้ยาก
เพราะปกติแมวจะไม่แสดงความรักต่อใครบ่อยๆ เพราะมันเป็นพวกสันโดษ(แต่ไม่มักน้อยนะครับ)

ถ้าหางของแมวอยู่นิ่งๆ แต่จะมีการกระตุกเป็นครั้งคราว : แสดงว่าแมว รู้สึกว่าถูกรบกวน หรือมี
ความกังวล ทุกข์ เมื่อมีเสียงหรืออะไรก็ตามที่ทำให้มันตกใจ มันจะกระตุกซะดุ้ง หูจะตั้งตรง
ถ้าแมวแสดงอาการแบบนี้อย่าไปยุ่งกับมัน ไม่งั้นแม้แต่เจ้านายก็จะถูกมันตบเอาได้


ถ้าหางของแมวสะบัดอย่างรุนแรงจากข้างหนึ่งไปอีกข้างหนึ่ง : แสดงว่าแมวกำลังโกรธ
นอกจากนี้จะมีเสียงขู่ด้วย ถ้าแมวแสดงอาการแบบนี้ อย่าไปยุ่งกับมัน เพราะแมวพออารมณ์
ไม่ดี ไม่จะสนใจว่าคุณเป็นเจ้านายมันหรือไม่ มันทั้งกัดทั้งตบทั้งข่วน


ถ้าหางของแมวโค้งและขนตั้งชัน : แสดงว่าแมวอาจจะตรงเข้าทำร้ายได้ ถ้ามีการกระตุ้นเร้าเพิ่ม
อีก มักจะเกิดกับแมวจรจัดไม่มีเจ้าของ เพราะสังคมแมวจรจัดต้องสู้เพื่อความอยู่รอดตลอดเวลา
อีกทั้งมันไม่ใช่สัตว์ที่ได้ความเห็นใจเหมือนสุนัข สภาพสังคมที่กดดัน เลยทำให้แมวมีอาการเช่นนี้ล่ะ


ถ้าหางของแมวยกขึ้นและขนลุกพองออก ทำให้ดูเหมือนมีหางขนาดใหญ่ : แสดงว่าแมวอาจจะ
มีความสุขไปกับการวิ่งไล่ขับกันไปรอบๆ เกิดตอนมันเล่นกับแมวหรือสัตว์ตัวอื่น ใช่มันกำลังมี
ความสุขมาก แต่อย่าไปขัดจังหวะมันล่ะ

ถ้าหางของแมวลดตัวลงต่ำมาก บางครั้งอาจจะพบว่าซุกอยู่ระหว่างขาหลัง :
อาจจะแสดงว่าแมวกำลังยอมแพ้

ถ้าหางของแมวทอดตัวอยู่ด้านใดด้านหนึ่ง และแมวหมอบ หรือย่อตัวอยู่ หรือยกส่วนตะโพกสูงขึ้น : แสดงว่าแมวตัวเมียตัวนั้นพร้อมที่จะรับการผสมพันธุ์ ควรเตรียมพร้อมให้ดี ถ้าเจอแบบนี้






ถ้าแมวทำหน้าตาแบบนี้ แสดงว่ามันไม่รับแขกครับ!!!
พบเจอเฉพาะตอนจะถ่ายรูปเอามาลง Exteen นี่ล่ะ!!!


พอดีบ้านผมก็เลี้ยงแมวเอาไว้เหมือนกัน จึงได้มีการสังเกตุพฤติกรรมของแมวเอาไว้บางครั้ง
จะเห็นว่าแมวจะสื่อสารกับพวกคุณด้วยหาง ดังนั้นพวกคุณควรจะให้ความสนใจด้วยว่าแมวของ
พวกคุณกำลังคิดอะไรอยู่ กำลังต้องการอะไร เพราะจริงๆแล้วมันมีอีกเยอะที่เกี่ยวกับพฤติกรรม
ของแมว เพราะแมวเป็นสัตว์เลี้ยงที่ไม่ต่างอะไรกับสุนัขมากนัก สิ่งที่มันต้องการคือ "ความรัก" เหมือนกัน




รักอาจารย์มาก
อาจารย์ ผู้มีพระคุณยิ่งกับนักเรียนในฐานะผู้ให้คำสั่งสอนแก่นักเรียน
สิทธิของนักเรียนเป็นที่หนึ่ง.....นักเรียนมาก่อน......เหรอ?


วันหนึ่ง นักเรียนม.5ได้เรียนหนังสือกับอาจารย์รายวิชาตามปกติ ครั้งเมื่อถึงวิชาฟิสิกส์
อาจารย์เจ้าของรายวิชานี้ได้เข้ามาสอนนักเรียนด้วยความตั้งใจเต็มเปี่ยม นักเรียนทั้งหลาย
ก็ตั้งใจเรียนอย่างเคร่งคัด รวมถึงนาย ก. ด้วย
เวลาการเรียนได้ผ่านไปเหมือนปกติทุกอย่าง  อาจารย์ท่านนี้ได้คิดโจทย์ฟิสิกส์ขึ้น ซึ่งมันเกิน
กำลังสมองของเด็กในเรื่องของการคิดเลข...ด้วยจำนวนทศนิยมที่มหาศาลนัก นักเรียนผู้หญิงคน
หนึ่งได้นำเครื่องคิดเลขขึ้นมาหวังดีจะช่วยคิดคำตอบให้ แต่เครื่องคิดเลขของเธอนั้นอยู่ลึกใน
กระเป๋ากระโปรงเธอ จำเป็นต้องนำกระเป๋าสตางค์ออกมาก่อน  แล้วค่อยนำเครื่องคิดเลขออกมา
เธอคิดเลขอย่างตั้งใจ ทุกคนในกลุ่มของเธอรวมถึงนาย ก. ด้วยที่เห็นว่าเธอกำลังคิดเลขอยู่จริงๆ
แต่เธอลืมนำกระเป๋าสตางค์เก็บเข้ากระเป๋า และนั้นเป็นเหตุแห่งกรรมของเธอหรืออย่างไรไม่ทราบ
อาจารย์ที่สอนได้เข้ามาว่าเธอ ทำไมถึงไม่ตั้งใจเรียน มัวแต่นั่งนับเงินอยู่นั่นแหละ เหมือนไม่ให้
เกียรติอาจารย์ เธอคนนั้นรวมถึงเพื่อนๆของเธอต่างพากันตกใจเพราะนั่นไม่ใช่ความจริงเลย
ด้วยสัญชาตญาณดิบของมนุษย์ เธอจึงปฎิเสธไปตามความจริง แต่อาจารย์ก็ยังคงว่าเธอและ
ฟันธงว่าเธอผิดแน่ เมื่อเห็นว่าอาจารย์ยังไม่เชื่อว่าเป็นความจริง เธอจึงพยายามอธิบายให้
อาจารย์เข้าใจว่าเธอไม่ได้ทำจริงๆ อาจารย์จึงใช้เหตุผลเด็ดกระชากชัยว่า "เถียงผู้ใหญ่ พ่อแม่
ไม่สั่งสอน" แต่เธอก็ยังไม่ทิ้งความพยายาม เธอยังคงพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตัวเองอยู่อย่างงั้น
แต่อาจารย์ก็ยังใช้เหตุผลกระชากชัยแบบเดิมๆ เพียงแต่เพิ่มน้ำหนักเสียงไปที่"พ่อแม่ไม่สั่งสอน"
มากขึ้น เธอคนนั้นเริ่มหมดใจน้ำตาใสๆไหลออกมาจากตาของเธอ แต่อาจารย์ยังคงเล่นพ่อแม่
ไม่มีเลิกลา เพื่อนคนหนึ่งทนเห็นเหตุการณ์ไม่ไหว ลุกขึ้นประท้วงพิสูจน์ความบริสุทธ์เพื่อนรักของ
เธออีกแรง อาจารย์ก็ยังคงใช้ไม้เดิมๆ คราวนี้เพิ่มพูนความยิ่งใหญ่ด้วยคำขู่เข็นว่าจะเชิญ
ผู้ปกครอง สุดท้ายเพื่อนคนนั้นก็เปิดปากด่าอาจารย์ด้วยอารมณ์โกรธรุนแรง แต่ในใจของนาย ก.
รู้เหตุการณ์ในอนาคตอยู่แล้วว่า นั่นเท่ากับเปิดช่องโหว่ให้อาจารย์สวนกลับ แบบโต้ตอบไม่ได้
ก็จริงดังคาด อาจารย์ได้ใจใช้ไม้ตาย Counter attack  ใช้เป็นเหตุผลใหญ่ในการ
เชิญผู้ปกครอง ไล่ออกจากโรงเรียน และคดีอื่นๆอีกมากมาย แล้วแต่ใจของอาจารย์

วันนั้นนั่นเอง นาย ก. ได้รับบทเรียนบางอย่างจากอาจารย์ผู้มีความรู้และมีพระคุณน่ายกย่อง
"พูดความจริง = เถียงอาจารย์" ในความคิดของนาย ก. คาดว่าอาจารย์ฟิสิกส์คงเข้าใจนักเรียน
ผิดที่ว่าเอาเครื่องคิดเลขขึ้นมานับเงินในเวลาเรียนเป็นแน่
นาย ก. ได้จดความรู้ใหม่ลงในสมุดโน๊ตของเขา.... และนำมาคิดสรุปความรู้ที่ได้มา
และเกิดคำถามที่ว่า

"เรื่องนี้จะไม่เกิดขึ้น ถ้าเด็กคนนั้นไม่เถียงอาจารย์ แค่ปล่อยเขาไป....
หรือเพราะ อาจารย์คิดเข้าข้างแต่ความคิดของตัวเองอยู่ฝ่ายเดียวกันแน่?"

คำตอบโดยทั่วไป จะกล่าวไปที่อาจารย์ว่าอะไรก็ฟังๆไปเถอะ อย่าไปเถียงอาจารย์เลย
เพราะเขาเป็นผู้ใหญ่... อาบน้ำร้อนมาก่อน รู้อะไรผิดอะไรถูกเสมอ

แต่คำตอบในใจของเด็กๆ อาจตอบในเรื่องของความไม่ยุติธรรมของอาจารย์ที่มีต่อเด็ก
เด็กพูดควาจริงกับอาจารย์ไม่ได้ เด็กมีความกล้าเผชิญหน้าต่ออาจารย์นั้นผิด...?
เด็กมีความรู้มากกว่าอาจารย์เท่ากับ ไม่ให้เกียรติอาจารย์?  
เด็กแค่จะพูดความจริง พูดให้อาจารย์ทราบเท่ากับ ดูถูกความรู้ของอาจารย์?


คำถามในใจของนาย ก. ยังคงเป็นปริศนาต่อไปเหมือนกับ ดินดอนสามเหลี่ยวเบอร์มิวด้า
พีระมิดในอียิบป์  ทฤษฎีอวกาศของไอสไตน์  ไก่กับไข่ไหนเกิดก่อนกัน.....

ทุกวันนี้ เด็กแค่ยอมๆอาจารย์ไปในฐานะเด็กกว่าอาจารย์ ต้องทำตามที่จ่าฝูงสั่งแบบนักโทษในคุก
ที่ต้องทำตามในสิ่งที่ผู้คุมบอก และรอคอยการจบการศึกษาแบบเดียวกับรอการปลดปล่อยออก
จากคุกไปสู่อิสรภาพที่อยู่เบื้องหน้า...

นาย ก. ไม่ได้มีเจตนาที่จะโทษผิดอาจารย์ เพราะด้วยใจรักมากจริงๆถึงอยากบอกให้อาจารย์รู้ว่า
"อาจารย์กำลังเปลี่ยนไปนะครับ..."




------------------------------------


ตั้งชื่อเอนทรีซะน่ากลัว แต่เนื้อความไปคนละทางเลยแฮะ
พอดีนึกชื่อไม่ออก ไม่รู้ตั้งอย่างไรดี เพราะในใจไม่อยากตั้งด้วยคำหยาบ
อยากตั้งให้เกียรติอาจารย์มากกว่า พยายามแต่งเนื้อความจาก "บ่น" ให้เป็น "นิทาน"
ที่ไม่มีส่วนสร้างอคติที่ไม่ดีต่ออาจารย์แต่อย่างใด...



ทุกคนมีวันเกิดเป็นของตัวเอง มันคือวันแรกที่เราได้สัมผัสกับโลกที่เราอยู่ และมันคือวันแรกที่เราได้อยู่ใน
อ้อมกอดของใครบางคนที่รักเราสุดหัวใจ คุณแม่ของเรานี่เอง...

เมื่อเรายังเป็นเพียงทารกน้อยน่ารักน่าหยิก พอถึงวันเกิดมันก็เหมือนวันธรรมดาที่ผ่านไป แต่ไม่ธรรมดา
สำหรับผู้ให้กำเนิด วันนั้นจะเป็นวันที่แม่ระลึกถึงครั้งแรกที่ได้เห็นหน้าลูกสุดที่รัก แม่จะอุ้มเด็กคนนั้นไว้ใน
อ้อมแขนอย่างสุดหัวใจ ตั้งคำอธิฐานให้ลูกมีสุขภาพร่างกายแข็งแรงครั้งเมื่อเติบใหญ่

เมื่อเราเติบโตเป็นเด็กเป็นเล็กกำลังซนได้ที่ พอถึงวันเกิดจากวันธรรมดาที่ผ่านไปก็กลายเป็นวันที่พิเศษที่สุด
ในรอบปีของเขา เขาจะตั้งตารอวันเกิดแทบไม่ได้หลับไม่ได้นอน เพื่อที่จะรอลุ้นว่าพ่อแม่จะเอามาอะไรมาให้
เป็นของขวัญ นอกจากนี้ยังตั้งตารอที่จะกินเค้กรสหวานแสนอร่อยที่พ่อแม่นำมาให้กินด้วย และนั่งกินกันรอบโต๊ะไม้แห่งความหลังซึ่งกันและกัน เป็นวันที่ผ่านไปได้ด้วยดี

เมื่อเราเติบโตจนเป็นเด็กวัยรุ่นกำลังอยู่ในวัยที่มีความคิดเป็นของตัวเอง วันนั้นล่ะ....วันที่ทุกอย่างเปลี่ยนไป
จากวันเกิดที่เราจะมานั่งรอลุ้นเค้กแสนอร่อยหรือของขวัญต่างๆนานา กลับกลายเป็นวันที่เราเริ่มออกห่างจากพ่อแม่
กลับกลายเป็นงานเลี้ยงฉลองของตนกับเพื่อนๆ กลับกลายเป็นวันที่เขาลืมไปว่าวันนี้คือวันอะไร กลับกลายเป็นวันที่เขาลืม
ใครบางคนไป พ่อแม่ผู้มีอุปการะคุณต่างนั่งรอลูกสุดที่รักของพวกเขาทั้งสอง ใกล้ๆโต๊ะไม้แห่งความหลังนั้นกันลำพัง
พวกเขาต่างบอกกับตัวเองว่า จะรอจนกว่าลูกจะกลับมา เราจะได้นั่งกินข้าวด้วยกันแบบครอบครัว

ในขณะที่ลูกสุดที่รักของพวกเขากำลังเพลิดเพลินกับงานปาร์ตี้สุดไฮโซ ที่อ้อมรอบไปด้วยเพื่อนฝูงมากมาย
โดยที่เขาไม่รู้เลยว่าเขามีนัดกับใครบางคน เขารู้แต่ว่าวันนี้ต้องเป็นวันที่สนุกสนานกับเพื่อนๆของเขาเท่านั้น
พอเขากลับถึงบ้านก็อ่อนล้าหมดแรงจึงรีบขึ้นไปนอนพักผ่อนทันที แต่ก็ถูกพ่อแม่ทักหาเสียก่อนว่า จะให้ลูก
มานั่งกินข้าวด้วยกัน แต่ลูกกลับปฎิเสธทันควันและรีบเดินขึ้นบันไดหนีหน้าพ่อแม่ไป และไม่ได้สังเกตด้วยซ้ำ
ว่าอาหารที่อยู่บนโต๊ะไม้ยังอยู่ครบทุกเม็ดไม่ขาดหายเลย

วันเกิดกลับกลายเป็นเพียงภาพลวงตาที่ถูกบดบังด้วยงานเลี้ยงฉลองของเพื่อนๆไปเสียแล้ว
เขาลืมไปแล้วว่าวันเกิดมีจุดมุ่งหมายอะไร เขาลืมไปแล้วว่างานวันเกิดตัวเองสมาชิกหายไปสองคน
เขาลืมแม้กระทั่งใครบางคนในวันนี้เจ็บแทบขาดใจจนทำให้เป็น"เรา"อยู่ในตอนนี้


เมื่อผมยังเด็ก อายุประมาณ7ปี พ่อแม่ผมได้จัดงานวันเกิดขึ้นที่บ้าน
งานไม่ใหญ่มากแค่ญาติๆมานั่งกินข้าวด้วยกัน ตอนนั้น....ทัศนคติของผมยังเหมือนเด็กทั่วไป
คือไม่สนใจอะไรนอกเสียจากเค้กกับของขวัญ

วันหนึ่งผมไปโรงเรียนผมได้นำเรื่องวันเกิดมาเล่าให้เพื่อนฟัง มีอาจารย์คนหนึ่งได้ยินเข้า เขาเดินมาถามผม
ว่า "ขอบคุณคุณแม่แล้วหรือยัง" ผมก็ถามกลับไปว่า "ทำไมครับ?" อาจารย์เขาก็เล่าบางอย่างให้ผมฟัง
ทำให้ผมเห็นสัจธรรมบางอย่างเกี่ยวกับวันเกิด ตอนนั้นผมคิดได้แต่อย่างเดียวว่า "วันนี้จะกลับไปกราบเท้าแม่"

บัดนี้วันเกิดของผมก็เหมือนวันธรรมดาที่ไม่ธรรมดา จะเป็นวันที่ผมอยู่ใกล้แม่มากเป็นพิเศษ ไม่ไปไหนไกล
ให้ท่านลำบากใจ เพราะวันนี้...ในวันนั้นผมรู้ว่าแม่ลำบากใจขนาดไหน กว่าจะเป็นผมอยู่ตรงนี้... ผมจะไม่ทำให้แม่
ลำบากใจซ้ำอีกครั้ง

วันนี้ไม่ใช่วันเกิดผมหรอกแต่อยากพูด เพราะเข้าเดือนมิถุนายนทีไร ทำให้ความคิดนี้ขึ้นสมองตามเตือนสติทุกที
ว่าพอถึงวันเกิดแล้ว "อย่าลืมกราบขอบคุณคุณแม่ล่ะ"